1. พลอตเรื่องคืออะไร

ANS: พลอตเรื่องคือเนื้อเรื่องโดยย่อ โดยรวมของนิยายเรื่องหนึ่ง โดยจะรวมทั้ง แบ็กกราวนด์ของเรื่อง บริบท สภาพแวดล้อม ปมหลักของเรื่อง ปมรองของเรื่อง ความขัดแย้งในเรื่อง การคลายปม และบทสรุปของเรื่อง (สำหรับพี่พลอตเรื่องกับเรื่องย่อไม่ต่างกันมากก็เลยเอามารวมกันเลย แต่สำหรับนักเขียนท่านอื่นมันอาจจะมีความแตกต่างอยู่นะคะ เพราะงั้นไม่ต้องงงถ้าคนอื่นบอกไม่เหมือนกัน) แต่พลอตจะยังไม่รวมพวกรายละเอียดปลีกย่อยหรือเหตุการณ์่ย่อยต่างๆ เช่น นางเอกไปกินกาแฟที่สตาบัคตอนแปดโมงแล้วเจอกับพระเอก บลาๆ อันนี้ยังไม่รวมนะจ๊ะ พลอตเรื่องจะเป็นการกำหนดธีมและเนื้อหาแบบกว้างๆ ของเรื่องเฉยๆ

2. คาแรกเตอร์ตัวละคร

ANS:  เป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากที่จะทำให้นิยายเรื่องนั้นๆ มีความโดดเด่นสะดุดตากว่าคนอื่นๆ ส่วนใหญ่พี่คิดคาแรกเตอร์ตัวละครออกมาก่อนถึงจะได้พลอตเรื่องค่ะ แต่อันนี้ก็แล้วแต่สไตล์ของแต่ละคนนะ :)

  คาแรกเตอร์ของตัวละครจะรวมถึงอุปนิสัย บุคลิก การแต่งตัว ความชอบ งานอดิเรก ความเกลียด ความเป็นอยู่ของครอบครัว และอื่นๆ อีกมากมายแล้วแต่จะคิดออก อะไรก็ได้ที่ทำให้ตัวละครนั้นๆ แตกต่างขึ้นมา เหมือนกับที่คนเราแต่ละคนไม่เหมือนกันนั่นแหละจ้ะ
 

3. โครงเรื่อง

ANS: โครงเรื่องสำหรับพี่ก็คือเหตุการณ์ทั้งหมดของเรื่องแบบ (เกือบ) ละเอียด ที่บอกว่าเกือบละเอียดเพราะมันอาจจะไม่ครอบคลุมดีเทลทั้งหมด หรืออาจจะมีเพิ่มเติมระหว่างเขียนก็ได้ บางทีอาจจะนึกออกตอนเขียนแล้วก็มาแก้ทีหลังอะไรงี้ แต่การเขียนโครงเรื่องเป็นการควบคุมเรื่องของเราไม่ให้ไหลออกนอกทะเล คือมีทิศทางไปที่แน่นอนแล้วก็ทำให้เรามองเห็นภาพอนาคตได้ว่ามันจะไปทางไหนต่อ จะจบที่ตรงไหน หรือถ้าจะแก้จะเปลี่ยนพลอต การมีโครงเรื่องเอาไว้ก็จะทำให้เรามองเห็นภาพรวมได้ง่ายขึ้น แก้ได้ง่ายขึ้นว่างั้น และยังทำให้เขียนจบเร็วขึ้นด้วยนะคะเพราะว่าเราร่างภาพทั้งหมดเอาไว้แล้ว ไม่ต้องเสียเวลานั่งคิดใหม่ทุกตอน (แต่บางทีพี่ก็ทำเหมือนกัน 5555)

สำหรับตัวพี่เองพี่จะใช้วิธีการแตกฉากออกเป็นตอนๆ ค่ะ ก็จะจดไว้ว่าฉากนี้มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง จะเชื่อมไปยังฉากต่อไปยังไง จบบทนี้คนอ่านจะต้องรู้อะไรบ้างเพื่อจะไปต่อในบทต่อไป อ้อ แล้วการทำโครงเรื่องไว้ก็จะทำให้เราเก็บปมได้ครบ ไม่หลุดรอดสายตาไปตอนหลังนะคะ ^^ เผื่อบางทีเขียนไปสักพักแล้วลืมว่าเปิดปมนี้ไว้ เราก็สามารถย้อนกลับไปดูได้ตลอดว่าเหลือปมไหนที่ยังไม่ได้เคลียร์บ้าง อะไรแบบนี้จ้ะ

4. สำนวนและการดำเนินเรื่อง

ANS: นี่เป็นส่วนสำคัญไม่แพ้พลอตเลย เพราะต่อให้พลอตดีแค่ไหนแต่ถ้าบรรยายไม่โอเคนักอ่านก็ย่อมไม่อยากอ่านเพราะมันไม่ชวนให้ติดตาม สำนวนเป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละคนที่จะพัฒนาไปเรื่อยๆ ตามการฝึกฝนและความชอบของแต่ละคน ถ้าเขียนไปบ่อยๆ จนชินมือแล้วสำนวนจะเริ่มคงที่จนมีเอกลักษณ์มากพอจะทำให้คนอ่านจดจำได้ แบบเดียวกับที่นักวาดแต่ละคนมีลายเส้นเป็นของตัวเอง แบบนั้นเลยจ้ะ

การเขียนควรเน้นการใช้คำที่หลากหลาย ไม่ใช้คำซ้ำกัน ทั้งคำสันธาน แต่ ก็ คือ ถึงแม้ว่า เพราะฉะนั้น ดังนั้น ฯลฯ (อื่นๆ ลองหาในกูเกิลนะจ๊ะ ลิสมาไม่หมด) หรือคำเชื่อม ที่ ซึ่ง อัน ไรพวกนี้ พยายามระวังไม่ให้มันซ้ำกันมากไม่งั้นอ่านแล้วมันจะติดขัด การใช้คำอุปมาอุปมัยเปรียบเปรย อ่านหนังสือเยอะๆ จะช่วยให้เรามีไอเดียคำพวกนี้มากขึ้น เอามาปรับใช้ในนิยายของเราได้จ้ะ :)

ที่ต้องระวังคือถ้าอ่านนิยายของคนอื่นมาแล้วมาเขียน อาจจะทำให้เราติดสำนวนของนักเขียนคนนั้นๆ มาโดยไม่รู้ตัว อันนี้ไม่ดีเพราะจะทำให้งานของเราไปติดกลิ่นคนอื่นมา ระวังด้วยนะจ๊ะ ^^

การดำเนินเรื่องคือต้องดู continue ของเรื่องคือความต่อเนื่อง ความสมเหตุสมผล จังหวะจะต้องเหมาะสมไม่เร็วไปหรือช้าไป ไม่ยืดเรื่องตรงส่วนที่ไม่ควรยืด หรือส่วนที่ต้องเน้นเป็นพิเศษก็ไม่ควรจะยืดจนเกินพอดี นอกจากนี้ส่วนที่จำเป็นต้องเขียนให้เกิดฟีลลิ่งมากที่สุดเช่น เลิฟซีน (??) ดราม่า บทเศร้าซึ้ง อารมณ์โกรธ ฯลฯ อะไรที่ emotional มากๆ เราต้องเขียนให้คนอ่านเกิดอารมณ์ร่วมให้ได้ ถ้าตัดเร็วไปห้วนไปคนอ่านก็จะไม่อิน ถ้าเยอะไปก็จะรู้สึกว่ายืดเยื้อ อันนี้ไม่มีเกณฑ์ตายตัว ต้องอาศัยความชำนาญ เพราะฉะนั้นฝึกเขียนบ่อยๆ นะจ๊ะ ^^ อ่านเยอะๆ ก็ช่วยได้้เหมือนกันจ้ะ

การ เปิดปม คลายปม ต้องทำให้เนียน ยิ่งใครชอบเขียนเรื่องหักมุมซับซ้อนยิ่งต้องระวัง ต้องมีช่วงที่เปิดปม ช่วงที่ทิ้งปมปริศนาให้คิดตาม ช่วงที่หลอกลวง ช่วงที่ล่อลวงดึงให้คนต้องตามไปอ่านจนกว่าจะจบแบบวางไม่ได้ เป็นอะไรที่ยากมาก แต่ไม่ยากเกินความสามารถนะคะ แรกๆ อาจจะหักมุมเดียว แต่เขียนไปจนชำนาญอาจจะหักสักสามสี่มุม ซ้อนปมสักแปดปมก็ได้ไม่มีใครว่า แต่ต้องแน่ใจว่าเคลียร์ได้หมดและสมเหตุสมผลพอนะคะ ^O^

การบรรยายสามารถใช้ได้ทั้งบุรุษที่หนึ่ง (ฉัน / ผม) หรือบุรุษที่สามที่จะเป็นการบรรยายแบบภาพรวมทุกอย่าง ตามแต่สะดวก สามารถใช้ทั้งสองอย่างก็ได้ แล้วแต่เทคนิคการนำเสนอของแต่ละคน :) เลือกใช้แบบไหนก็ได้ไม่ผิดทั้งนั้นค่ะ

นอกจาก นี้ "คำผิด" ก็เป็นอีกอย่างที่ต้องระวังมากๆ นักเขียนมีหน้าที่เขียนให้ถูกหลักไวยากรณ์นะคะ เพราะฉะนั้นตรวจเช็คให้ดีๆ ด้วยน้าาาา แต่ถ้ามีผิดบ้างนิดหน่อยไม่เป็นเรื่องใหญ่โตมากมาย ไม่ต้องแตกตื่นนะจ๊ะ เพราะคำผิดมันยังให้อภัยได้เนื่องจากคนเรามันต้องมีพลาดกันบ้าง แต่ว่าถ้าผิดอย่างตั้งใจอันนี้ไม่โอเคนะคะ ตัวอย่างของการเขียนผิดอย่างตั้งใจก็คือภาษาวิบัติค่ะ ใครเขียนภาษาวิบัติมาตัดทิ้งทันทีเลยนะคะไม่ได้ขู่ พี่ไม่ชอบการเห็นภาษาไทยมันวิบัติลงค่ะ ภาษาเราสวยอยู่แล้ว ใช้ให้ถูกนะคะ ^^

5. เขียนยังไงให้สนุก

ANS: คำถามนี้ถามเยอะมากแต่พี่ตอบไม่ได้จริงๆ เพราะพี่เองก็ตอบไม่ได้ว่านิยายของพี่สนุกหรือเปล่า แน่นอนว่าพี่เขียนเองพี่ต้องบอกว่าสนุก เพราะถ้าคนเขียนคิดว่าไม่สนุกแล้วคนอ่านจะสนุกได้ยังไง จริงป่าว? แต่...ทั้งนี้และทั้งนั้นเราก็ต้องเปิดใจรับฟังคอมเม้นจากผู้อ่านด้วย ถ้าเราอยากจะขยับไปสเต็ปต่อไป เขียนให้เป้นตัวของตัวเอง อย่าผันไปตามกระแสตลาดแบบต้นอ้อล้อลม หรือแข็งขืนมากไปจนโดนพายุพัดหักไป เราต้องมีความยืดหยุ่นแต่พอดี แล้วก็ต้องมีจุดยืนเป็นของตัวเองด้วยจ้ะ :) จะใช้พลอตคลิเช่แค่ไหนก็ได้ (คลิเช่ - cliche ธรรมดา เดิมๆ เดาได้ง่าย) แต่ต้องบรรยายให้น่าสนใจจนรู้สึกอยากจะอ่านต่อนะคะ ^^ เราต้องสนุกกับมัน อย่าไปกดดันว่าเราจะต้องเขียนเพื่อให้ได้พิมพ์นะ อันนี้ไม่โอเค เราต้องเขียนเพราะว่าเราอยากจะเขียนถึงจะสนุกที่สุด ^^

  เรื่องพลอต พยายามคิดให้ฉีกแนว อย่าเขียนอะไรซ้ำเดิมเพราะคนอ่านย่อมอยากได้อะไรใหม่ๆ ไม่ว่าจะเขียนแนวอะไรก็ตาม ทั้งนิยายรัก นิยายสืบสวน นิยายผี นิยายฆาตกรรม นิยายตลก ฯลฯ ทุกอย่างต้องการความแปลกใหม่จะได้สดใสไม่จำเจ :) มันยากมากเพราะพี่เองก็เจอปัญหาอยู่ทุกวันว่าจะทำยังไงให้มันใหม่ที่สุด 555 อันนี้พี่คิดว่าน้องๆ นักเขียนหน้าใหม่ๆ น่าจะเก่งกว่าพี่อีกเพราะไอเดียจะสดกว่าป้าแก่ๆ อย่างพี่นะ งือออ

  แนะนำอีกนิดสำหรับคนที่คิดจะส่งหน้าใส พยายามส่งอะไรแปลกใหม่ที่ทำให้พี่อึ้งมาจะดีมากเลย 555 ไม่ต้องถามหรอกว่าพี่ชอบอ่านแนวไหนเพราะว่าพี่อ่านได้ทุกแนว ขอแค่เป็นตัวของตัวเอง ไม่กดดัน ไม่ฝืนทำตามตลาด ไม่ฝืนเขียนตามกรรมการ เขียนเรื่องที่อยากเขียน แล้วก็ทำให้ดีที่สุด แค่นั้นก้พอแล้วจ้ะ :) ปีนี้ไม่ได้ปีหน้าก็เอาใหม่ มันไม่เคยสายเกินไปสำหรับคนที่รักที่จะเขียนจริงๆ นะจ๊ะ ฝึกไปไม่ต้องรีบร้อน ไม่มีใครเก่งตั้งแต่แรก พี่ก็ไม่ได้เก่งตั้งแต่แรก ล้มลุกคลุกคลานมาก่อนเหมือนกัน แต่ถ้าเราไม่พยายามเราก้ทำได้แค่คลนาไปคลานมา เราต้องลุกขึ้นมาให้ได้ก่อนแล้วค่อยฝึกเดิน ฝึกวิ่ง ฝึกบินต่อไป สู้ๆ นะจ๊ะทุกคน (คมปะล่ะ? 555 เขินจัง)

6. เขียนยังไงให้จบ

ANS: อันนี้ก็ตอบยากมาก แต่พี่เข้าใจนะว่าทำไมถึงถาม เขียนนิยายแรกๆ พี่ก็มีเรื่องที่เขียนไม่จบเหมือนกัน เพราะไม่รู้จะไปต่อยังไง ตัน มึน นึกไม่ออก บอกไม่ถูก ก็เลยค้างไว้เท่านั้น อยากจะบอกว่าเป็นเรื่องธรรมดาจ้ะ เขียนบ่อยๆ อ่านเยอะๆ ลองผิดลองถูก หาแนวของตัวเองไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่งเราก็จะเจอแนวที่เหมาะกับตัวเอง แล้วก็เจอเทคนิคที่ใช้ได้ผลกับเรา แล้วสุดท้ายก็จะเขียนจบไปตามธรรมชาติค่ะ ^^

เคล็ดลับอื่นๆ (เพิ่มเติม)

 

1. เพลงเป็นสิ่งสำคัญในการช่วยบิ๊วอารมณ์เขียนนิยาย แนะนำให้หาเพลงที่ใกล้เคียงหรือเข้ากับอารมณ์ของเรื่องในขณะนั้นมาฟัง จะทำให้เขียนได้อินและไหลลื่นมากขึ้น โดยเฉพาะฉากเลิฟซีน เอ้ย ซีนดราม่าซีนอารมณ์ทั้งหลายแหล่

2. สวมบทเป็นตัวละครในเรื่องซะ คิดว่าถ้าเป็นเรา...ในสถานการณ์ต่างๆ เราจะทำยังไง จะตอบยังไง จะคิดยังไง

3. ถ้าคิดไม่ออกว่าจะทำยังไง ถ้าคาแรกเตอร์ตัวละครห่างไกลเรามากเกินไป แนะนำให้ถามคนใกล้ตัวจ้ะ ถามหลายๆ คนแล้วเอาคำตอบมาประมวลผล หาสิ่งที่ดีที่สุดและเมคเซนส์ที่สุด สามารถถามคนอื่นๆ ได้ ขอบอกว่าอาจได้คำตอบดีๆ ที่คาดไม่ถึงด้วยนะ :) เพราะถ้าเราคิดเองคนเดียวอาจจะได้ไอเดียแค่มุมเดียวด้านเดียว แต่ถ้าถามหลายๆ คนก็จะได้ไอเดียในมุมอื่นๆ เอามาเสริมเรื่องเราให้สมจริงยิ่งขึ้นได้จ้ะ

 4. ถ้าคิดไม่ออก ปิดคอมแล้วไปนอนเล่นซะ นอนฟังเพลง ดูหนัง เล่นกับแมว อ่านการ์ตูน ออกนอกบ้าน ขับรถเล่น เดินเล่น วิ่งเล่น อะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้หัวโล่งที่สุด กลับมาอีกทีจะคิดออกเลย :) จริงๆ นะ

 5. เขียนไปได้สักพักสามารถลองให้คนอื่นอ่านได้ คนที่ไว้ใจได้นะ >_< จะได้ฟังฟีดแบ็คจากเค้าด้วย และถ้าฟีดแบ้คดี ก็จะเป็นการเพิ่มกำลังใจให้ตัวเองได้ด้วยนะ เวิร์คจริงๆ ลองดู~

 6. หมั่นสังเกตคนรอบตัวบ่อยๆ หัดเป็นผู้ฟังให้มากกว่าผู้พูด เพราะนิยายส่วนใหญ่พี่ก็มักจะเอามาจากคนรอบข้างนี่แหละจ้ะ จับนุ่นนี่นั่นมาปะติดปะต่อ เก็บเล็กผสมน้อยให้กลายเป็นเรื่องราวขึ้นมา

.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
 
เคยคิดอยากจะทำอยู่ แต่ไม่ว่างทำ ไปเจอของ "เจ้าหญิงผู้เลอโฉม"ที่เป็นนักเขียนของสำนักพิมพ์แจ่มใสพอดี เลยนำมาแบ่งปันค่ะ
ไว้วันหลังจะเอาTips ของเรามาแชร์มั่งนะคะ ^^
 
ก็ขอขอบคุณ เจ้าหญิงผู้เลอโฉม ด้วยนะคะ ^^  ถ้ามีโอกาศคราวหน้าจะทำเป็นของเรามาให้ได้อ่านค่ะ 
 

Comment

Comment:

Tweet

เห้นแล้วอยากกลับไปแต่งนิยาย เคยแต่งสี่ร้อยกว่าหน้า แล้วไม่ได้ทำอะไรกับมันอีกเลย สนุกอีกแบบนะถ้าเทียบกับการวาดการ์ตูน ชอบวาดทั้งสองแบบเลย5555

#3 By Domino on 2012-07-11 09:27

การเขียนนิยายนี่ทุ่มเทพลังใจเยอะจริงๆ นะครับsad smile big smile
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

มีประโยชน์มาก ๆ ครับ..

..

อยากให้หลาย ๆ คนได้มาอ่านจัง..

^^confused smile confused smile confused smile